ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของเทศบาลเมืองสุเทพ
ตำบลสุเทพน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้ประชาชนสุขภาพดี มีรายได้ ภายใต้การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
งานบริการประชาชน เทศบาลเมืองสุเทพ
63
115
67
119
198
164
79
20
24
42
31
51
83
เทศบาลเมืองสุเทพ
ร้านอาหารบ้านร่มไม้ บาหลี ร้านอาหารเก่าแก่ กว่า 8 ปีที่ร้านอาหารบ้านร่มไม้ ตั้งอยู่บนถนนช้างคลานมาเป็นเวลานาน ตอนนี้ร้านอาหารบ้านร่มไม้ ได้ย้ายไปอยู่ที่ถนนคันคลองชลประทาน ด้วยบรรยากาศแบบใหม่สไตล์บาหลี และกว้างขวางกว่าเดิมลองไปสัมผัสบรรยากาศแล้วรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ อารมณ์สไตล์บาหลี พร้อมทั้งอาหารและคาราโอเกะไว้บริการ ที่อยู่ : 99/6 หมู่ที่ 5 ถนนเลียบคันคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เวลาเปิด-ปิด : 10:00 - 23:30 น. ทุกวัน
พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เป็นพระตำหนักประทับแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระตำหนักนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2503 ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บน กิโลเมตรที่ 19 ห่างจากวัดพระธาตุดอยสุเทพประมาณ 4 กิโลเมตร พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์จะเปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมทุกวัน ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้เสด็จแปรพระราชฐาน
โป่งน้อยแกลอรี่ แกลอรี่ศิลปะร่วมสมัยของ "วันเอก จันทรทิพย์" เป็นอาคารปูนเปลือยสีเทาขาวครอบคลุมศิลปะจากศิลปินทั่วโลกหลากหลายแขนง มีนิทรรศการหมุนเวียนแทบทุกเดือนมีงานแสดงคอนเสิร์ตจากนักดนตรี รวมทั้งการสอนศิลปะทุกวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 14:00-17:00 น.
วัดผาลาด (สกทาคามี) ประเภท วัดราษฎร์ นิกาย เถรวาท มหานิกาย ที่ตั้ง ๑๐๑ บ้านห้วยผาลาด หมู่ ๑ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่วัดผาลาด (สกทาคามี) สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ากือนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสี่ยงทายหาสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เมื่ออันเชิญพระธาตุขึ้นสู่หลังช้างมงคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระเจ้ากือนา และ พระมหาสุมนะ ก็ตั้งสัจจะอธิษฐานขอให้เทวดาผู้มีสัมมาทิฐิ ช่วยนำพาช้างขึ้นไปสู่สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาติ อันจะสามารถตั้งอยู่ได้นานตลอดกาล ๕,๐๐๐ ปี พระวัสสา ช้างมงคลที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้น ร้องขึ้น ?แส่นสะเคียน 3 ที? แล้วออกเดินทางประตูหัวเวียง (ปัจจุบันคือประตูช้างเผือก) มุ่งหน้าตรงไปทางดอยสุเทพ อ้อยช้าง ทิศตะวันตกของเมือง พระเจ้ากือนา และพระมหาสุมนะพร้อมทั้งพญาลิไทยจากเมืองสุโขทัย และเหล่าเสนาอามาตย์ ก็ให้ข้าราชบริพารประโคมฆ้อง กลอง ดนตรี ตามหลังช้างไป เมื่อไปถึงยอดดอยแห่งหนึ่งช้างก็หยุด พระเจ้ากือนา ทรงดำริว่าช้างจะหยุดอยู่ที่นี้ จึงบอกให้ช้างนอนลง ปรากฏว่าช้างก็ไม่นอน แล้วเดินต่อไป ภายหลังสถานที่แห่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า ดอยช้างนอน และเพี้ยนมาเป็นดอนช้างนุน และเป็นดอยขนุนในที่สุด ปัจจุบันอยู่ในสวนเวฬวุน ซึ่งเป็นสถานที่ส่วนบุคคลเชิงดอยสุเทพทางเข้าวัดฝายหิน ช้างออกเดินขึ้นไปถึงยอดดอยอีกแห่งหนึ่ง เป็นลานเรียบงดงาม พระเจ้ากือนาและพระมหาสุมนะ ต่างเห็นพร้อมกันควรประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ ที่นั้นจึงกล่าวว่า ?ขอพระธาตุพระพุทธเจ้าตั้งที่นี้ (ประดิษฐานที่นี้) แล จิ่งนบ ๓ ที? เมื่อกราบครบ ๓ ครั้ง ช้างก็เดินทางต่อไปหาได้หยุดลงอย่างที่ทุกคนหวัง สถานที่แห่งนี้คนทั้งหลายเรียกว่า ๓ ยอบ (บางฉบับเรียกสนามยอดดอยงาม และ ๓ ยอดดอยงามก็มี) ช้างมงคลเดินต่อขึ้นไปตามลำธารจนถึงห้วยผาลาด เป็นหน้าผาสูงชัน ข้างลำห้วยมีที่ราบเป็นบริเวณกว้าง จึงหยุดพักอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วช้างก็เดินนำขึ้นไปตามลำดับสู่ยอดดอยสุเทพ หรือดอยอ้อยช้าง ช้างมงคลก็แส่นสะเครียน ๓ ที แล้วย่อเข่าลงบนที่นั้น เมื่อพระมหาสุมนะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงจากหลังมาแล้ว ช้างก็ดับจิตจุติจากไปในวันนั้นแล สถานที่บรรจุพระบรมธาตุนั้น คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ในปัจจุบัน หลังจากสร้างพระธาตุดอยสุเทพเสร็จแล้ว พระเจ้ากือนา ทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดตามรายทางอัญเชิญเพื่อเป็นอนุสรณ์ ขึ้นอีก 3 แห่ง คือ ๑. วัดโสดาปันนาราม หรือ สามยอบ ปัจจุบันเป็นวัดร้างในบริเวณของวัดผาลาด ๒. วัดสกทาคามีวนาราม หรือ ผาลาด (เรียกลักษณะของผาน้ำตกที่ลาดชัน ผู้เฒ่าผู้แก่บางท่านเล่าว่า เดิมเรียก วัดผะเลิด เพราะคนที่เดิมตามช้างมาตามธารน้ำตกลื่นหกล้มกันหลายคน บ้างก็ว่าช้างก็ลื่นเหมือนกัน จึงให้ชื่อว่าวัดผะเลิด ต่อมาเรียกเป็น ผาลาด ตามชื่อ ผาน้ำตก) ๓. วัดอนาคามี ซึ่งได้สาบสูญไป ปัจจุบันมีการบูรณะขึ้นใหม่ เป็นพุทธอุทยานอนาคามี ๔. วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็น วัดอรหันต์ โบราณสถานภายในวัด ๑. วิหาร สร้างขึ้นในสมัยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ โดยเลี่ยงจากฐานวิหารเดิมมาทางทิศเหนือ เพื่อไม่ให้ซ้อนที่กัน โดยมีหลวงโยนการวิจิต หรือ พญาตะก่า ชาวพม่า ผู้เป็นลูกศิษย์ของครูบาโสภา (เทิ้ม) วัดแสนฝาง และครูบาสิทธิ วัดท่าสะต๋อย หน้าบั้นวิหารแกะสลักเป็นรูปนกยูง ส่วนด้านหลังแกะเป็นรูปกระต่าย ๒. เจดีย์ เป็นศิลปะพม่า สร้างโดยช่างชาวพม่า พร้อมกับวิหาร ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มี ขโมยแอบขุดเจาะเอาของมีค่าออกไป จนเป็นเหตุให้ยอดเจดีย์พังลงมา องค์เจดีย์กลวงเป็นรูใหญ่ ทั้งสองด้าน ปี ๒๕๔๕ อาจารย์สุวิทย์ จากศิลปกรได้ขอนุญาตเข้ามาบูรณะให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ พระมหาสง่า ธีรสํวโร ได้อาราธนาครูบาปัญญาวชิระ วัดแสนเมืองมาหลวง (หัวข่วง) นำญาติโยมมาช่วยบูรณะต่อเติมจนเต็มองค์ และอาราธนาพระญาณสมโภชมาเป็นประธานทำพิธียกฉัตรในปีเดียวกัน ๓. บ่อน้ำ บ้างบอกว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ จากการสังเกตทำให้ทราบว่ามีการสร้างบูรณะขึ้นหลายครั้ง จึงสันนิษฐานว่า ครั้งที่หนึ่งสร้างขึ้นร่วมสมัยการอัญเชิญพระธาตุขึ้นประดิษฐานบนดอยสุเทพของพระเจ้ากือนา เพื่อเอาน้ำไว้กิน อาบ เป็นวิธีการกรองน้ำอย่างหนึ่งของคนโบราณ จะได้ไม่ต้องใช้น้ำจากลำห้วยโดยตรง ครั้งที่สองน่าจะเป็นสมัยที่พม่าครองเมืองเชียงใหม่ (ดูจากอิฐกี่ปากบ่อน้ำ) และครั้งที่สามในสมัยครูบาศรีวิชัย โดยหลวงโยนการวิจิตร (อุปโยคิน) การสร้างมณฑปครอบบ่อน้ำนี้เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในถิ่นชาวไต และทางภาคเหนือของพม่า ๔. พระพุทธรูปหน้าผา เดิมเป็นหอพระพุทธรูปที่สวยงามมาก คุณบุญเสริมถ่ายภาพไว้ เป็นวิหารสี่เหลี่ยมตามแนวผ่า ศิลป์พม่าร่วมสมัย มีผู้เล่าว่าสมัยก่อนพระที่อยู่หน้าผาเป็นพระศิลป์แบบเชียงแสน และมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งเรียกว่าพระไล่กา (เหตุที่ได้ชื่อเช่นนี้ เพราะว่า อีกา ไม่สามารถบินผ่านวัดขึ้นไปได้ เพราะพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว แม้แต่ผู้คนที่ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ หากนำอาหารติดตัวมา ที่เป็นเนื้อไม่ว่าสุกหรือดิบจะไม่สามารถเอาผ่านวัดนี้ไปได้ หากไม่เชื่อจะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง) ภายหลังมีชาวบ้านขึ้นมาหลบภัยสงครามอยู่ ณ ถ้ำผาลาด จึงพากันสร้างพระพุทธรูปไว้สักการะ และป้องกันภัยสันนิษฐานว่าถ้ำน่าจะอยู่ตรงพระพุทธรูปที่หน้าผา หรือไม่ก็อยู่ทางด้านข้างใกล้ ๆ กับบริเวณหอพระพุทธรูปนี้ ๕. วิหารพระเจ้ากือนา ปัจจุบันเห็นแต่งเพียงแนวอิฐ อยู่ข้างลำธาร ตรงฐานพระประธาน ได้สร้างศาลาครอบเอาไว้ แต่ยังมองเห็นแนวแท่นพระอยู่ ขณะนี้วัดกำลังปรับภูมิทัศน์บริเวณดังกล่าวเพื่อให้เป็นสถานที่นั่งปฏิบัติธรรม ๖. วิหารวัดสามยอบ และม่อนภาวนา ปัจจุบันเห็นแต่งเพียงเนินดินสูงจากพื้นประมาณ ๑ เมตร กว้างประมาณ ๒๐ x ๔๐ เมตร มีอิฐ และลวดลายปูนปั้น ตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณด้านหน้าวิหารมีร่องรอยของสระน้ำอยู่ เดิมน่าจะมีทางรินน้ำไหลผ่านมาเข้าที่สระนี้ ซึ่งหากสามารถนำน้ำมาลง ณ ที่นั้นได้จะช่วยให้บริเวณสามยอบ และม่อนภาวนา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันกลับชุมชื่น ต้นไม้ใบหญ้าจะสดชื่นขึ้นอีกมากมาย ทั้งจะสามารถป้องกันปัญหาไฟไหม้ได้อีกด้วย
วัดฝายหิน สถานที่ตั้งและเนื้อที่ของวัด วัดฝายหิน เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่บ้านเชิงดอย เลขที่ ๖๗ หมู่ที่ ๑ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ ๕๐๒๐๐ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๑ งาน ๓๖ ตารางวาเศษ ตำแหน่งที่ดิน ๑๓ ระวาง ๓ฏ เลขที่ดิน ๕๔ หน้าสำรวจ ๕๕๓๒ ตำบลสุเทพ ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๔๘๙๙ เล่มที่ ๕๔๙ หน้า ๙๙ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ออก ณ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๙ พื้นที่พุทธสถานติดกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านทิศตะวันออก นามเดิม อารามสำนักสงฆ์สาขา ของ รตวนมหาวิหาร ประวัติวัดฝายหิน วัดฝายหินเป็นวัดโบราณ เคยเป็นที่สถิตของพระอภัยสารทะ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่รูปแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ และปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย มีพื้นที่ มีพื้นที่ติดต่อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้านทิศตะวันตก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับวัดฝายหินเข้าอยู่ในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นต้นมาและได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมในการพัฒนาวัดฝายหินมาโดยตลอด นอกจากนี้ วัดฝายหิน ยังเป็นศาสนาสถาน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ใช้ในการประกอบพิธีในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ของคณาจารย์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และพุทธศาสนิกชนทั่วไป เช่นการจัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬบูชาและวันเข้าพรรษาเป็นต้น วัดฝายหิน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๖ ได้รับพระราชทานวิสุง-คามสีมา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร และได้ทำการประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ การสร้างวัด วัดฝายหิน นับแต่โบราณมา (ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๑) มีฐานะเป็นเพียงอารามสำนักสงฆ์สาขา ของ รตวนมหาวิหาร (วัดป่าแดงหลวง เชียงใหม่) ซึ่งเป็นฝ่ายอรัญญวาสี อยู่ทางทิศใต้ของอารามฝายหินไปประมาณ ๑ กิโลเมตร รตวนมหาวิหาร ในครั้งนั้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษาบาลีและพระไตรปิฎก ของคณะสงฆ์ลัทธิสิงหลใหม่ คือ ฝ่ายป่าแดง ดังปรากฏในตำนานมูลศาสนาว่า ในครั้งนั้นมีพระมหาญาณคัมภีร์ ชาวนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นประธานสงฆ์ การศึกษา รตวนมหาวิหารในยุคนั้น มีพระภิกษุชาวต่างประเทศเข้ามาศึกษาอบรมมากมาย เช่นพระภิกษุจาก ศรีลังกา เชียงรุ้ง เชียงตุง หงสาวดี ล้านช้าง เวียดนาม กัมพูชา และภิกษุจากหัวเมืองต่างๆ เช่น เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง สถานะของวัด วัดฝายหิน วัดช่างเคี่ยน วัดโป่งน้อย วัดตโปตาราม (ร่ำเปิง) วัดเจ็ดยอด วัดป่ากล้วย วัดโพธิสุทธิ์ วัดหมู่บุ่น เป็นบริวารของวัดป่าแดงหลวง และเป็นฝ่ายอรัญญวาสีด้วยกัน ประวัติความเป็นมา ประเทศล้านนา มีนครพิงค์เชียงใหม่เป็นราชธานี มาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๔๐ โดยมี พญามังรายหลวงเจ้า เป็นปฐมกษัตริย์ สืบราชสมบัติกันต่อๆ มาหลายรัชกาล จนถึง พ.ศ. ๒๑๐๑ ก็ตกเป็นอาณานิคมของประเทศพม่า ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๗ พระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสิน พร้อมทั้ง พญาจ่าบ้านบุญมา (พญามังรายวิเชียรปราการ กำแพงเพชร) ได้นำกองทัพไทยบดขยี้กองโจรพม่ารามัญ ไทยใหญ่ จนถึงขั้นประจัญบาน ดาบต่อดาบ หมัดต่อหมัด รบแบบสายฟ้าแลบห้าวหาญ พม่ารามัญเอาชีวิตมาสังเวยครั้งนั้นไม่ทราบจำนวน ที่เหลือก็หนีออกไปจนหมดสิ้นอารามฝายหิน เป็นอรัญญวาสี สาขาของ รตวนมหาวิหาร คือวัดป่าแดงหลวง เชียงใหม่ ตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๑ เป็นต้นมา นับเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ อารามฝายหิน เป็นที่รู้จักทั่วไป สมัยรัชกาลที่ ๔ โดยมีครูบาหลวงมารวิชัย เป็นเจ้าอาราม และในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในนาม "ครูบาฝายหิน รู้คำนกคำหนู" ซึ่งต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็น "พระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์" เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ พระเจ้ากาวิละ พร้อมไพร่ฟ้าข้าบริวาร อพยพจากเวียงป่าซาง มาสถิตย์อยู่ในเวียงร้าง คือเวียงเชียงใหม่ พระองค์ได้ปรับปรุงซ่อมแซมสิ่งปรักหักพังให้มีสภาพปกติ เช่น ย้ายพระเจ้าแข้งคม จากวัดร้างในป่าตาลนอกกำแพงด้านแจ่งกู่เฮือง มาประดิษฐานในวิหารวัดศรีเกิด เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ เป็นต้น สมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏว่า มีพระภิกษุนามว่า ครูบาหลวงมารวิชัย เป็นพระเถระทรงความรู้แตกฉานภาษาบาลี ท่านเป็นเจ้าอารามฝายหิน ผลงานของท่านเท่าที่ได้สำรวจมาแล้ว มีหลายเรื่องใหญ่ ซึ่งท่านเป็นผู้จารลงในใบลาน เช่น มหาวิบากหลวง หนาถึง ๑๒ ผูก ฯลฯ และชิ้นสำคัญคือ ตำราเรียนภาษาบาลี เรียก "สัททพินทุ" คัมภีร์นี้ ท่านเจ้าคุณ พระสุวิมลธรรมาจารย์ คณะสลัก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษธ์กรุงเทพฯ ได้ยืมไปแปลเป็นภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ตั้งแต่สมัยครูบาหลวงมารวิชัยเป็นเจ้าอาราม วัดฝายหินจึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง จนกระทั่งได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ต้องมีการอพยพผู้คนออกไปจากพื้นที่ จึงทำให้วัดฝายหินจึงอยู่ในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน โบราณสถานและโบราณวัตถุพร้อมประวัติ โบราณวัตถุที่มีความสำคัญของวัดฝายหินได้แก่ รูปปั้นของครูบามารวิชัย ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาแก่ผู้ที่มาวัด ทุกวันที่ 21 เมษายนของทุกปี จะมีการจัดให้สรงน้ำรูปปั้น ด้วยความเชื่อว่าเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต และในวันสงกรานต์ก็จะนำรูปปั้นของครูบามารวิชัยเข้าขบวนสรงน้ำพระ เพื่อให้ประชานชนได้สรงน้ำพระ ซึ่งจัดโดยประชาชนบริเวณวัดฝายหิน นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปไม้สักซึ่งหล่อด้วยทองคำอยู่คู่วัดมานานแล้วแม้แต่ท่านเจ้าอาวาสเองก็ยังไม่ทราบว่ามีความเป็นมาอย่างไร ส่วนโบราณสถานอีแห่งหนึ่งที่อยู่ในวัดที่เป็นที่สักการบูชามาก คือ เจดีย์บรรจุอัฐิพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์(ครูบาฝายหิน) ปฐมสังฆราชของล้านนาไทย เป็นพระมหาเถระผู้ทรงความรู้ในภาษาบาลี เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกและการปฏิบัติทั้งในฝ่ายสมถกัมมัฎฐาน เป็นเจ้าอาวาสวัดฝายหินองค์ที่ 2 เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ลำดับเจ้าอาวาสวัดฝายหิน ๑. ครูบามารวิชัย (อดีต - พ.ศ. ๒๓๙๘) ๒. พระอภัยสารทะ (๒๓๙๙- ๒๔๕๗) ๓. พระปลัดคำซาว อินทนนฺโท (๒๔๕๘- ๒๔๙๓) ๔. พระอธิการศรีมูล ญาณวโร (๒๔๙๔- ๒๕๐๙) ๕. ครูบาแดง (๒๕๑๐- ๒๕๑๙) ๖. พระศรีธรรมบัณฑิต (๒๕๒๐- ๒๕๓๐) ๗. พระอธิการสิงห์แก้ว (๒๕๓๐- ๒๕๓๒) ๘. พระมหาทองรัตน์ รตนวณฺโณ (๒๕๓๒- ๒๕๓๕) ๙. พระครูใบฏีกาสุรัตน์ ฐานิสฺสโร (๒๕๓๕- ๒๕๓๘) ๑๐. พระมหา ดร. ไสว เทวปุญฺโญ ปธ.4, PhD. (PHILOSOPHY) (๒๕๓๙- ปัจจุบัน) จำนวนภิกษุ-สามเณร ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ภิกษุจำนวน ๓๑ รูป สามเณรจำนวน ๒๐ รูป กิจกรรมของวัดที่มีต่อชุมชน - ได้ฝึกพระภิกษุ สามเณร ให้เป็นนักเทศน์ นักปาฐกถาธรรม นักสวด และออกจาริกปฏิบัติธรรม - ได้จัดให้มีกิจกรรม โดยอาราธนาพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงธรรม - จัดให้มีการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน อบรมค่ายธรรมจักรลีลาและการแข่งขันตอบปัญหา - จัดงานตักบาตรเทโวร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกปี ในวันหลังจากออกพรรษา คือแรม ๑ ค่ำทุกปี - จัดหนังสือธรรม ไว้ในห้องสมุดประจำอุทยานการศึกษาวัดฝายหิน เพื่อให้ภิกษุสามเณรได้ค้นคว้า - มีการวนเวียนทุกวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นงานประจำปีมีผู้มาร่วมประชุมพิธีทำบุญฟังเทศน์ประมาณ ๒๐๐ คน - จัดตั้งกลุ่มโครงการตั้งกลุ่มพุทธมากะ กลุ่มหนุ่มสาว พร้อมทั้งแนะนำการดำรงตนให้ถูกต้องตามสมบัติของอุบาสก-อุบาสิกา - ให้ที่พักอาศัยแก่พระภิกษุสามเณรที่มาศึกษาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ - ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปรับปรุงธรรมสถานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการอบรมและสอนวิธีการปฏิบัติกรรมฐานของสำนักต่างๆและได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรมนานาชาติ ซึ่งได้ทำการเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ - ร่วมกับคณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ระบบ เอฟ. เอ็ม. ความถี่ ๙๖ เมกเฮิรตซ์ กำลังส่ง ๓๐ วัตต์ - สนับสนุนกลุ่มแม่บ้านในการรวมตัวกันทำอาชีพเสริมโดยสนับสนุนพื้นที่ในการทำการ - ให้การสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาโดยอนุเคราะห์ให้ยืมอุปกรณ์ต่างๆแก่นักศึกษา ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อวัดฝายหิน วัดฝายหินเป็นวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับมหาวิทยาลัยและเป็นวัดที่ใกล้มหาวิทยาลัยที่สุดมีทางที่สามารถไปวัดฝายหินได้ทั้งจากในมหาวิทยาลัยและทางด้านนอกของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทกับมหาวิทยาลัยในหลายด้าน โดยเฉพาะงานใหญ่อย่างการตักบาตรเทโว จากการที่ข้าพเจ้าได้ไป ณ วัดฝายหินนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับความสงบ และร่มเย็นตั้งแต่ได้ก้าวเข้าไปในวัด จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เข้าไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด ทำให้ได้รับความสุขใจกลับมา ปกติแล้วข้าพเจ้าไม่ค่อยได้มาวัดสักเท่าไหร่แม้ว่าจะอยู่ใกล้ก็ตาม แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ไป ยังวัดฝายหินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเคยไปวัดฝายหินเป็นจำนวนนับครั้งได้ ๓ ครั้งรวมครั้งนี้ด้วย บรรยากาศก็ยังคงเดิมด้วยความสงบและร่มรื่นเช่นเดิม ที่วัดมีสัตว์หลายอย่างที่อยู่ด้วยกัน เช่น สุนัข แมว ไก่ นก ซึ่งอยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นมิตรกันทำให้นึกถึงเขตอภัยทาน และน่าเป็นตัวอย่างกับมนุษย์ที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันแต่กับยังต่อสู่ ฆ่า ฟันกันอยู่ อีกทั้งที่บริเวณวัดก็มีโบราณสถานพระพุทธรูปที่ควรแก่การสักการะด้วย และพระภิกษุสามเณรก็ให้ข้อมูลด้วยความเมตตา วัดเป็นที่เพิ่งทางใจยามใดที่ได้ทำบุญแล้วรู้สึกเป็นสุข ถ้ามีโอกาสข้าพเจ้าก็จะไปทำบุญที่วัดมากขึ้น
"โครงการบ้านข้างวัด" ซึ่งคุณบิ๊ก เป็นผู้คิดค้นและออกแบบโครงการนี้ สร้างมาตั้งแต่ปี 2554 เปิดเมื่อต้นปี 2557 ที่นี้จะจำลองเหมือนชุมชนเล็กๆ ที่สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ เพื่อจะให้มีวิถีชีวิตย้อนยุคเหมือนสังคมสมัยเก่า บ้านแต่ละหลังจะมีรูปแบบของตัวบ้านแตกต่างกันไป อีกทั้งยังมีบ้านหลายหลังที่เปิดขายของแฮนด์เมดไม่ว่าจะเป็นเซรามิกของตกแต่งบ้านน่ารักๆ มีร้านกาแฟ และห้องสมุดฯลฯ
Facebook และ YouTube